มะกันเห็นต่างการเมือง-ลากวิกฤติโควิดยืดเยื้อ

ภาพตกแต่งแสดงความคิดเห็นเรื่องไวรัสโควิด-19ที่แตกต่างกันระหว่างชาวอเมริกันที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปลา กับผู้ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ที่มีรูปช้างเป็นสัญลักษณ์ (Photo : Getty Images)

เอ่ยถึง “สหรัฐอเมริกา” ประเทศมหาอำนาจโลก เจ้าของสมญา “พญาอินทรี” ทว่า ยุคนี้ ต้องบอกว่า กลายเป็น “อินทรีป่วย” เพราะกำลังถูกวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เล่นงานจนงอมพระราม รั้งอันดับแชมป์โลกถึง 2 ตำแหน่งรวด

ไม่ว่าจะเป็นอันดับ 1 ในฐานะประเทศที่มีผู้ป่วยติดเชื้อสะสมมากที่สุดในโลก จำนวนเกือบ 35 ล้านคน และอันดับ 1 ของโลก ในฐานะที่มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากที่สุด จำนวนกว่า 6.23 แสนคน

ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวัน จะลดลงมาบ้าง เพราะส่วนสำคัญประการหนึ่งมาจากการระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน ที่ในสหรัฐฯ มีวัคซีนสารพัดขนานมาบริการให้ฉีดแก่ประชาชน ด้วยทั้งไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันแอนด์จอหน์สัน และโนวาแวกซ์ ล้วนมีบริษัทแม่ดำเนินการวิจัยพัฒนาอยู่ในสหรัฐฯ แต่ปรากฏว่า สถานการณ์วิกฤติของไวรัสร้าย ก็ยังหาได้คลี่คลายตามที่ควรจะเป็นไม่ เพราะทั้งผู้ป่วยติดเชื้อ และผู้ป่วยเสียชีวิต ยังมีจำนวนสูงอยู่ จนสหรัฐฯ ยังรั้งอันดับแชมป์ทั้ง 2 ตำแหน่ง อย่างไม่มีทีท่าว่าจะตกบัลลังก์ สืบมาถึง ณ ปัจจุบัน

ล่าสุด สถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ ได้เพิ่มความวิตกกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ สาธารณสุข กันยิ่งขึ้น เมื่อการปรากฏโฉมของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ที่พบการกลายพันธุ์และแพร่ระบาดเป็นครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย เข้าไปแพร่ระบาดในสหรัฐฯ และมีแนวโน้มว่า เชื้อไวรัสโควิด-19สายพันธุ์นี้ จะลุกลามมากขึ้น ถึงขนาดเป็นสายพันธุ์หลักที่อาละวาดในถิ่นลุงแซมกันเลยทีเดียว

ความวิตกกังวลต่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาข้างต้น ยังเห็นได้จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งจัดทำโดย “แอ็กซิออส” สถาบันวิจัยทางการตลาดชื่อดังในอเมริกา ร่วมกับ “อิปซอส” สถาบันวิจัยทางการตลาดและให้คำปรึกษาชื่อดังในฝรั่งเศส เมื่อไม่นานมานี้ แล้วพบว่า ร้อยละ 72 ของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม มีความวิตกกังวลอยู่เหมือนกันกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะวิตกกังวล แต่ถ้าจะให้เปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่เคยทำมาแต่ก่อนเก่า แบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา

นอกจากการไม่เปลี่ยนพฤติกรรมอันสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อไวรัสมรณะสายพันธุ์นี้แล้ว จนอาจจะมีผลต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา ในการสำรวจโพลล์ หรือความคิดเห็นของชาวอเมริกัน ก็ยังทำให้ทราบถึงอีกหนึ่งสาเหตุปัจจัยที่อาจทำให้การสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาในสหรัฐฯ เป็นไปด้วยความยากลำบาก ก็คือ “อุดมการณ์ทางการเมืองของชาวอเมริกันที่แตกต่างกัน” หรือ “ความเห็นต่างทางการเมืองของประชาชนชาวสหรัฐฯ” นั่นเอง

โดยการสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกัน ซึ่งจัดทำโดย “วอชิงตันโพสต์” หนังสือพิมพ์ชื่อดังในสหรัฐฯ ร่วมกับสำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ชื่อก้องในถิ่นลุงแซมอย่าง “เอบีซีนิวส์” เมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ซึ่งฝักใฝ่ในอุดมการณ์ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค โดยในสหรัฐฯ มี 2 พรรคการเมือง คือ พรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน ได้ “มองต่างมุม” ในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่างกันไกลในประเด็นต่างๆ

เริ่มจากประเด็นเรื่องการให้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ปรากฏว่า ร้อยละ 60 ของกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 เห็นว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอันตรายของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่ “เกินจริง” ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนใหญ่ที่ตอบแบบนี้ ก็มักจะเป็นพลพรรครีพับลิกัน ส่วนผู้ที่เห็นว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดน ให้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา เป็นไปอย่างแม่นยำ มีจำนวนร้อยละ 18 ซึ่งเสียง
ส่วนใหญ่ในจำนวนนี้ก็เป็นเดโมแครต

ส่วนในการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว และเป็นพลพรรคเดโมแครต ก็ปรากฏว่า จำนวนมากถึงร้อยละ 64 ที่เห็นว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดนของพวกเขา ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอันตรายของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรง

ขณะที่ ประเด็นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ปรากฏว่า ร้อยละ 86 ของกลุ่มตัวอย่างที่ฝักใฝ่พรรคเดโมแครต ตอบว่า ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 1 เข็ม ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพลพรรครีพับลิกัน ปรากฏว่า ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเป็นเข็มแรกมีจำนวนเพียงร้อยละ 45 เท่านั้น ห่างกันเกือบครึ่งต่อครึ่ง หรือเกือบ 2 เท่า ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะความสนใจที่จะรับการฉีดวัคซีนที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มคนสองฟากฝั่งพรรคการเมืองในสหรัฐฯ นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ต่อไปด้วยว่า จะบอกปัด หรือปฏิเสธ ที่จะรับวัคซีนหรือไม่? ก็ปรากฏว่า มีเพียงร้อยละ 6 ของของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพลพรรคเดโมแครตเท่านั้น ที่ตอบว่า จะไม่รับการฉีดวัคซีน ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ปรากฏว่า มีจำนวนมากถึงร้อยละ 47 ด้วยกัน ที่จะไม่ฉีดวัคซีน

นอกจากการสำรวจโพลล์ ในการฟังกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าผู้สนับสนุนระหว่างทั้งสองพรรค ก็ปรากฏว่า ได้ถกเถียงถึงมาตรการต่างๆ ด้วยมุมมองที่แตกต่างอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัย อันเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญสำหรับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ปรากฏว่า กลุ่มคนรีพับลิกัน อยากที่จะถอดหน้ากากอนามัยกันเต็มทีแล้ว ขณะที่ กลุ่มคนเดโมแครต ยังต้องการที่จะสวมหน้ากากอนามัยกันต่อไป

ใช่แต่เท่านั้น นอกเหนือจากกระแสถกเถียงระหว่างกลุ่มประชาชนคนสองขั้วแล้ว แม้ในวงการเมืองระดับท้องถิ่น ที่ยืนคนละขั้วข้างรัฐบาล คือ ผู้ว่าการรัฐที่เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่รัฐทางตอนใต้ และทางตอนกลาง ก็ยังกล้าท้าทายที่จะงัดข้อกับนโยบายของรัฐบาลกลางวอชิงตัน ในการต่อสู้กับโรคโควิดระบาด

ยกตัวอย่างเช่น มาตรการเคาะประตูบ้านตามชุมชนในพื้นที่รัฐต่างๆ เพื่อชักชวนผู้คนให้มาฉีดวัคซีนของรัฐบาลกลางวอชิงตัน ก็มีอันต้องเจออุปสรรคกับรัฐบาลท้องถิ่นที่มีผู้ว่าการรัฐจากพรรคคนละขั้ว โดยเห็นว่า เป็นการบังคับกันมากเกินไป

เมื่อมองต่างมุม จากการเห็นต่างทางการเมืองเช่นนี้ ก็เห็นทีวิกฤติโควิดในถิ่นลุงแซม เล่นงานอย่างยืดเยื้อยาวนานต่อไป

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

为您推荐