“ยานรก”อัฟกาฯถาโถม“ยุโรป”

Photo : Getty Images

เลยกำหนดเส้นตายด้วยใจระทึกของชาวโลก

สำหรับ เส้นตายถอนทัพ อพยพชาวอเมริกัน พ้นประเทศอัฟกานิสถาน ดินแดนสงครามอันยืดยาวนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐอเมริกา ที่ทำศึกนอกมาตุภูมิ ประเทศแม่ของเหล่าทัพชาวลุงแซม ภายหลังจากทำศึกขับเคี่ยวกันมาระหว่างกองทัพพันธมิตรมหาอำนาจตะวันตก ที่นำโดยสหรัฐฯ กับกลุ่มตาลิบัน มานานเกือบ 20 ปีเต็ม หรือตั้งแต่ช่วงปลายปี 2001 (พ.ศ. 2544) ถึง 2021 (พ.ศ. 2564) ณ ปี
ปัจจุบัน

สถานการณ์ในอัฟกานิสถานหลังจากนี้ไป ก็เป็นที่จับตาจากประชาคมโลกในหลายๆ ด้าน
ไม่ว่าจะเป็นการนำหลักกฎหมายอิสลาม หรือชารีอะฮ์ มาบังคับใช้อย่างสุดโต่งตามการตีความของกลุ่มตาลิบัน เฉกเช่นเมื่อกาลก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามอัฟกานิสถานอีกหรือไม่?
การที่ประเทศอัฟกานิสถาน จะกลายเป็นแดนสวรรค์ของบรรดาขบวนการก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง หรือกลุ่มติดอาวุธทั้งหลาย เช่น กลุ่มอัลกออิดะฮ์ กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส หรือไอซิส แล้วหวนไปเขย่าความปลอดภัย ความมั่นคง ในประเทศตะวันตกอีกหรือไม่?
นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่อง “ยาเสพติด” ซึ่งอัฟกานิสถาน ก็เป็นที่รับรู้กันในแวดวงนานาชาติ องค์การระหว่างประเทศว่าเป็นแหล่งผลิต และแหล่งส่งออกยาเสพติด ระดับแถวหน้าของโลกประเทศหนึ่ง

โดยในประเด็นเรื่องยาเสพติดในอัฟกานิสถาน นับเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่มหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าประเทศในภูมิภาคยุโรป ต่างพากันจับตาจ้องเขม็งว่า ตาลิบันจะจัดการอย่างไรกับปัญหายาเสพติดสะท้านโลกในประเทศของตนที่หมักหมมมานาน

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวตามรายงานของนานาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ล้วนบอกตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า อัฟกานิสถาน เป็นทั้งแหล่งผลิต และแหล่งจัดหาส่งออกยาเสพติดใหญ่ที่สุดในโลก

พร้อมระบุด้วยว่า ยาเสพติด “เมด อิน อัฟกานิสถาน” ก็มีทั้งฝิ่น เฮโรอีน และยาเมธแอมเฟตามีน หรือที่ในวงการยานรกต่างประเทศเรียกว่า สปีดบ้าง คริสตัลบ้าง หรือเมธ บ้าง หรือในไทยเราเรียกว่า “ยาไอซ์” นั่นเอง

ตามการเปิดเผยจากกลุ่มเฝ้าจับตาสถานการณ์ยาเสพติด อย่าง “ศูนย์อีเอ็มซีดีดีเอ” ในยุโรป ก็ระบุหลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ยาเสพติดในอัฟกานิสถานว่า “ยาไอซ์” กำลังมาแรงแซงโค้งยิ่งกว่า “ฝิ่น” ที่อัฟกานิสถาน ถูกยกให้เป็นแหล่งผลิต คือ เพาะปลูก จนโด่งดังในทางลบไปทั่วโลก

ทั้งนี้ เป็นผลจากการที่ขบวนการยาเสพติดได้นำพืชในท้องถิ่น อย่าง “อีฟีดรา (Ephedra)” หรือที่หลายคนเรียกว่า “แบนแดค (Bandak)” หรือในท้องถิ่นชาวอัฟกันเรียกว่า “โอมาน” มาสกัดเป็นสารตั้งต้น ในการผลิตเป็น “ยาไอซ์” ซึ่งเดิมพืชชนิดนี้ ในอัฟกานิสถาน นำไปใช้เป็นฟืน หรือยารักษาโรคไต ตลอดจนทำเป็นยาแก้ไอ อย่างที่เรียกว่า “อีฟีดรีน” นั่นเอง

โดย “ศูนย์อีเอ็มซีดีดีเอ” เปิดเผยว่า อัฟกานิสถานผลิตฝิ่นมากที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบกับฝิ่นที่มาจากแหล่งผลิตอื่นๆ โดยคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 80 เลยทีเดียว ที่อัฟกานิสถานป้อนฝิ่นสู่ตลาดโลกยานรก

ส่วนจุดหมายปลายทาง คือ ตลาดของฝิ่นจากอัฟกานิสถาน ทาง “ศูนย์อีเอ็มซีดีดีเอ” ระบุว่า ก็มิใช่ที่ไหนอื่น แต่เป็นประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรป นั่นเอง ซึ่งถือเป็นภูมิภาคแหล่งตลาดใหญ่ที่สุดของฝิ่นจากอัฟกานิสถาน

ทั้งนี้ “ฝิ่น” ที่ว่าจะถูกนำไปแปรรูปตามกระบวนการผลิตจนได้ “เฮโรอีน” หรือที่ไทยเราเรียกว่า “ผงขาว” ส่วนใหญ่ของยานรกเหล่านี้ ก็จะลำเลียงผ่านทาง “ประเทศตุรกี” ที่เปรียบเสมือน “ประตูทางเข้า” จากนั้นก็ไปยังบรรดาประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน แล้วไปยังประเทศต่างๆ ภาคพื้นทวีปยุโรปอีกทีหนึ่ง

เช่นเดียวกับ “ยาไอซ์” ก็ใช้ช่องทาง “ตุรกี” เป็นประตูทางเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรป นอกจากนี้ ยังมีช่องทางอื่นๆ ได้แก่ พรมแดนระหว่างปากีสถาน-อิหร่าน ก็เป็นทางผ่านของยาไอซ์จากอัฟกานิสถาน รวมถึง “ออสเตรเลีย” ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญของยาไอซ์จากอัฟกาฯ เช่นกัน

แต่ละปียาเสพติดเหล่านี้ ก็ทำรายได้ให้ขบวนการค้ายาเสพติดในอัฟกานิสถานจำนวนมหาศาล ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ปี 2018 (พ.ศ. 2561) เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรตะวันตก ผ่อนปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ หรือยุทธเวหา ทิ้งระเบิดตามเป้าหมายต่างๆ ปรากฏว่า ยิ่งทำให้การผลิตยาเสพติดในอัฟกานิสถานเบ่งบานมากขึ้น

“สำนักงานว่าด้วยอาชญากรรมและยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ” หรือ “ยูเอ็นโอดีซี” รายงานสถานการณ์ยาเสพติดในอัฟกานิสถาน ในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ระบุว่า มูลค่าของการส่งออกยาเสพติดที่ส่วนใหญ่ไปยังตลาดของปรเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปนั้น อยู่ที่ระหว่าง 1.1 – 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสกุลเงินยูโรก็อยู่ที่ราว 1.7 พันล้านยูโร ซึ่งมูลค่าดังกล่าวเทียบเท่ากับตัวเลขการขยายตัว หรือเติบโต ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ถึงร้อยละ 11 เลยทีเดียว

ส่งผลให้ปัญหายาเสพติดในอัฟกานิสถาน กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นคำถามที่มีต่อกลุ่มตาลิบัน หลังการยึดครองกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เป็นผลสำเร็จ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า ทางกลุ่มตาลิบัน โดยโฆษกของทางกลุ่มฯ กล่าวยืนยันให้คำมั่น จะปราบปรามขบวนการยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการผลิต และการค้ายาเสพติด ให้ถือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม สำหรับอัฟกานิสถานในยุคตาลิบันครองเมืองนี้

พลันสิ้นเสียงคำมั่นของโฆษกกลุ่มตาลิบันข้างต้น บรรดานักวิเคราะห์ แสดงทรรศนะว่า ถือเป็นความพยายามวางตนเองของกลุ่มตาลิบันให้มีความชอบธรรม ในฐานะเป็นรัฐบาลปกครองอัฟกานิสถานที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนั้น ก็ให้ตาลิบันได้รับการยอมรับจากนานาชาติ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะด้านเงินทุนเพื่อพัฒนาประเทศภายใต้ยุคของพวกเขา ซึ่งก่อนช่วงที่พวกเขาจะยึดกรุงคาบูลได้ ก็ได้พยายามทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาดูดีในสายตาชาวโลก เพราะได้ทำให้เป็นรูปธรรมให้เห็นเด่นชัดในเรื่องรายได้ของกลุ่มตาลิบัน ที่ได้จาก “ภาษีสินค้าถูกกฎหมาย” ไม่ใช่จากยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ตาลิบันจะทำได้ดังที่ให้คำมั่นไว้หรือไม่นั้น เหล่านักวิเคราะห์ ล้วนฟันธงตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า เป็นเรื่องยาก เนื่องจากขบวนการยาเสพติดกลุ่มต่างๆ ฝังรากลึกในอัฟกานิสถานมาอย่างยาวนาน และถ้าหากผลจากการถูกนานาชาติคว่ำบาตร จนเศรษฐกิจของอัฟกานิสถานในยุคตาลิบันภินท์พัง ไม่อาจฟื้นคืนได้ ก็อาจส่งผลให้ตาลิบันอาจต้องหันไปพึ่งรายได้จากยาเสพติดก็เป็นได้ โดยตลาดใหญ่ก็มิใช่ที่ไหนอื่น แต่เป็นเหล่าผู้เสพในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคยุโรป นั่นเอง

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow