อดีตเลขาธิการสภาทนายความชี้คดี‘ผู้กำกับโจ้’เข้าข่ายเจตนาฆ่า

วันที่ 25 ส.ค. 2564 ว่าที่ พ.ต.ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ อดีตเลขาธิการสภาทนายความ เปิดเผยข้อสังเกตเกี่ยวกับคลิปกรณีคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ หรือ ผู้กำกับโจ้ ว่า ประเด็นแรก คือ การที่ทำให้ผู้ต้องหาถึงแก่ความตายเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า หรือเจตนาทำร้าย เหตุที่ต้องแยกเจตนาเป็นเบื้องต้นก่อน เพราะหากเป็นเจตนาทำร้ายเท่านั้น จะเป็นความผิดฐาน ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา อัตราโทษสูงสุดจะจำคุกไม่เกิน 15 ปี แต่หากเป็นเจตนาฆ่าโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของการกระทำความผิดว่ามีเจตนาฆ่าหรือไม่

จากคลิปที่ปรากฏทางสื่อต่างๆ จะให้ได้ว่า ผู้ตายอยู่ในห้องที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว ในขณะที่กลุ่มคนที่อยู่ในคลิปที่ช่วยกันเอาถุงพลาสติกคลุมศีรษะของผู้ตาย พร้อมใส่กุญแจมือไขว้หลัง ได้ยินเสียงผู้ตายร้องด้วยความทรมานหลายครั้งจนเงียบเสียงไป หากไปถามผู้ที่ร่วมกันกระทำก็คงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพียงการเอาถุงคุลมศีรษะเพื่อทรมาน เค้นให้ผู้ตายยอมทำตามในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น ไม่มีเจตนาที่จะทำให้ตาย หากเป็นการต้องการรีดเอาทรัพย์ตามที่เป็นข่าว ดูเหมือนจะรับฟังได้ว่าไม่เจตนาฆ่า หากเป็นเช่นนี้ โทษสูงสุดก็เพียงจำคุก 15 ปีเท่านั้น

ทั้งนี้ตามกฎหมายให้นิยามของคำว่าเจตนาไว้เป็นสองลักษณะคือ เจตนาโดยประสงค์ต่อผล กับเจตนาเล็งเห็นผล เมื่อผู้กระทำปฏิเสธว่ามีเพียงเจตนาทำร้ายไม่มีเจตนาฆ่า ก็เป็นการปฏิเสธว่าไม่เจตนาประสงค์ต่อผลคือไม่ประสงค์ให้ตาย แล้วเจตนาโดยเล็งเห็นผลว่า การเอาถุงพลาสติกครอบศรีษะผู้ตายไว้ สามารถเล็งเห็นผลว่าจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจจนถึงแก่ความตายหรือไม่ ซึ่งเมื่อดูจากคลิปแล้วนอกจากคลุมถุงพลาสติก รัดคอเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ แล้วยังใช้ถุงดำคลุมอีกชั้นหนึ่ง ผู้ตายล้มลงไปกองที่พื้น ผู้กระทำยังไม่คลายถุงพลาสติกออกจนผู้ตายแน่นิ่งไป ย่อมเล็งเห็นได้ว่าการกระทำของตนเล็งเห็นได้ว่าจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ จึงเป็นเจตนาฆ่า

คดีลักษณะนี้ศาลฎีกา เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 5332/2560 ว่า “จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณลำคอผู้ตาย …แม้จำเลยจะอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่า เพราะถ้าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายจริงจำเลยก็คงเอามีดแทงหรือบีบคอผู้ตายให้ถึงแก่ความตายไปแล้ว คงไม่ต้องลำบากหาถุงพลาสติกมาครอบศีรษะนั้น เห็นได้ว่าแม้จำเลยจะไม่ประสงค์ต่อผลที่จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงเพียงแต่จะทรมานผู้ตายเท่านั้น แต่จำเลยย่อมเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้วตามมาตรา288 ประกอบ59 วรรคสอง และหากคดีถึงศาล และอัยการฟ้อง ว่าเป็นการฆ่าโดยกระทำโดยทารุณโหดร้าย ก็จะมีโทษถึงประหารชีวิตตามมาตรา 289

ส่วนทีมที่ร่วมลงมือกระทำ ยังมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามมาตรา 337 และเข้าข่าย เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนเรียกรับทรัพย์สินเพื่อการทำการ หรือไม่กระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบมีโทษสูงถึงประหารชีวิตตามมาตรา 201 และอาจเป็นความผิดฐานซ่องโจร ตามมาตรา 210 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุก 10 ปี อีกด้วย

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

为您推荐