ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก5ปีปรับ2แสน‘กานต์'เมียเสกปมหมิ่น‘อีฟแม็กซิม’

วันที่ 25 ส.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำ อ.83/2563 ที่ น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ หรืออีฟ แม็กซิม อายุ 30 ปี อดีตรองมิสแม็กซิม ไทยแลนด์ ปี 2008 เป็นโจทก์ฟ้องนางวิภากร หรือกานต์ ศุขพิมาย อายุ 48 ปี ภรรยาของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือเสก โลโซ ศิลปินร็อกเกอร์ชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

กรณีจำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายครั้ง ทำนองว่า อีเหลือมมาเกาะผัวกินไม่ทำงาน ผัวกูทนลำบากอดทนไม่ได้ที่จะต้องจนและอยู่กับกระหรี่อย่างมึง และข้อความอื่นซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้ผู้ที่อ่านข้อความเข้าใจว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลประทับรับฟ้อง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

ต่อมา ศาลชั้นต้น พิพากษา เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2563 ว่า จำเลยกระทำความผิด ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบ 326 หลายกรรมต่างกันเป็นกระทงความผิดไป จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี ปรับ 40,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี ปรับ 200,000 บาท ความผิดจำเลยเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องครอบครัว จำเลยมีความกดดันหลังเลิกกับสามี และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอลงอาญาโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี และลบข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยขอขมานั้น ไม่มีกฎหมายระบุไว้

โดยในวันนี้นางวิภากร จำเลยเดินทางมาศาลพร้อมกับคนใกล้ชิด และทนายความส่วนฝ่ายโจทก์ไม่ได้เดินทางมาศาล

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว เห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้เผยแพร่ภาพและข้อความลงใน เฟซบุ๊กของจำเลยตามฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้และพิมพ์ข้อความ เห็นว่า การใช้งานหรือการเข้าถึงอีเมลหรือเฟซบุ๊กนั้นผู้เป็นเจ้าของต้องแสดงตัวตนในโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ของตนก่อนทั้งต้องมีรหัสผ่าน (Password) เพื่อจะเข้าไปยังบัญชีผู้ใช้ (Account) คือการบันทึกหรือตอบคำถามเรื่องราวดังนั้นการเผยแพร่ภาพหรือข้อความใด ๆ ในอีเมลหรือเฟซบุ๊กต้องมีการทำขั้นตอนตามที่ระบุข้างต้นสำหรับภาพและข้อความที่ปรากฏในเฟซบุ๊กนี้ จำเลยยอมรับว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของตนแล้ว หากจะมีผู้ใดขอเข้ามาใช้หรือส่งข้อความลงในเฟซบุ๊กนี้จำเลยย่อมต้องรับรู้และรับผิดชอบด้วยคดีจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้เผยแพร่ อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่ารูปภาพและข้อความที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของจำเลยนั้นมุ่งประสงค์ถึงตัวโจทก์หรือไม่ ข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานว่า พยานมีชื่อเล่นว่าอีฟ โจทก์เป็นภริยาคนหนึ่งของนายเสกสรร ส่วนจำเลยก็เป็นภริยาของนายเสกสรรเช่นกัน จำเลยมีเรื่องขัดแย้งกับโจทก์มาตลอดโดยเขียนข้อความและแพร่ภาพลงในเฟซบุ๊กของจำเลย ระบุเรียกขานโจทก์ว่า “เหลือม” หรือ“ อีเหลือม” ซึ่งข้อความที่บันทึกมีถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์และบุคคลที่สามที่เข้ามาดูและอ่านข้อความในเฟซบุ๊กสามารถรับทราบและรู้ได้ว่าจำเลยเขียนพาดพิงถึงตัวโจทก์ อีกทั้งพยานโจทก์เบิกความว่าอพยานเคยทำงานกับจำเลยมาก่อน จำเลยเรียกชื่อโจทก์ว่า“ อีฟ” แต่เมื่อผิดใจกันจำเลยเรียกชื่อโจทก์ว่า “อีเหลือม” ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการโพสต์ข้อความลอยๆไม่ได้ระบุชื่อโจทก์นั้น เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างไร้น้ำหนัก พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่ารูปภาพและข้อความที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของจำเลยมุ่งประสงค์ถึงตัวโจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า ข้อความที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งหมด เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าการโพสต์ข้อความเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี หากินด้วยการค้าประเวณี เป็นคนลักขโมยปอกลอกทรัพย์สินของคนอื่น ทั้งข้อความนี้เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวของโจทก์ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้าย ว่าไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่เห็นว่า โจทก์กับจำเลยต่างมีนายเสกสรร เป็นสามีคนเดียวกันทั้งสองฝ่ายย่อมมีความรู้สึกหึงหวงในตัวสามีของตน และพยายามใช้วิธีการทุกอย่างที่จะให้นายเสกสรรสามีกลับมาอยู่ในความครอบครองของตนเพียงลำพัง ความขัดแย้งด้วยการโพสต์ข้อความดังกล่าวข้างต้นจึงเกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของจำเลยที่โกรธแค้นโจทก์ ดังจะเห็นจากการใช้ถ้อยคำที่โพสต์ส่วนใหญ่เป็นคำที่ไม่สุภาพและหยาบคายรุนแรงเกินไป แต่ก็เป็นเรื่องเป็นราวของครอบครัวทั้งสองฝ่ายเอง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow