การให้ที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาต่อไทย

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาถือว่า ประธานาธิบดีเป็นผู้กำหนด ดังนั้นขยะด้านความคิดลบต่างๆที่ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทิ้งเอาไว้นั้น ปรากฏว่าภายในหกเดือน

“ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ลงมือทำความสะอาดไปจนเกือบจะหมดจรดแล้วที่ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติต่างๆจากหน้ามือไปเป็นหลังมือ อีกทั้งยังได้หันกลับไปกระชับมิตรต่อประเทศพันธมิตรเก่าๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย และเนื่องจากว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศเป็นพิเศษ เพราะชีวิตในแวดวงการเมืองทั้ง 44 ปีท่านได้ทุ่มเทด้านการต่างประเทศและท่านยังเข้าใจถึงความรู้สึกที่นานาประเทศต้องการได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

ส่วนการยื่นมือบริจาควัคซีน 1.5 ล้านโดสโดยปราศจากเงื่อนไขเป็นงวดแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2021 ถือว่าเป็นการช่วยเหลือประเทศไทยในยามยากแค้นลำบาก และในอนาคตสหรัฐฯก็ยังมีเจตนารมณ์ต้องการที่จะบริจาควัคซีนเพิ่มเติมอีกล้านโดสให้แก่ประเทศไทย!!!

ทั้งนี้การที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เป็นผู้ที่เคร่งครัดในหลักศาสนา จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ท่านจะเล็งเห็นว่า ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้วที่สหรัฐฯจะต้องยื่นมือออกไปช่วยเหลือมิตรประเทศด้วยการแจกจ่ายแบ่งปันวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อผูกมัด เนื่องจากท่านเลือกที่จะใช้หลักมนุษยธรรมต่อนานาประเทศที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส

อนึ่งเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเกี่ยวกับวาระสำคัญแห่งชาติในการรับมือกับโรคโควิด-19 และโครงการวัคซีน โดยตอนหนึ่งท่านได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่มีวันปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ จนกว่าทั่วโลกจะสามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสอันร้ายแรงนี้ได้ เพราะไม่มีมหาสมุทรใดจะกว้างพอ และไม่มีกำแพงใดสูงพอที่จะป้องกันให้เราปลอดภัย ในขณะที่โรคระบาดและความตายที่กำลังลุกลามยังประเทศต่างๆ ซึ่งอาจจะมีผลทำให้สหรัฐฯของเราไม่มั่นคงและจำเป็นอย่างยิ่งที่สหรัฐฯจำต้องช่วยเหลือให้ทั่วโลกต่อสู้กับโรคระบาดครั้งนี้ เพื่อให้เราได้อยู่อย่างปลอดภัยที่บ้าน โดยบริจาควัคซีนจำนวน 23 ล้านโดสให้กับกลุ่ม ประเทศแถบเอเชีย และส่วนหนึ่งแบ่งปันให้แก่ประเทศไทย”

ส่วน “รัฐมนตรีต่างประเทศแอนโธนี เจ. บริงค์เคน” กระบอกเสียงคนสำคัญของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC เมื่อเร็วๆนี้ว่า การรณณรงค์ให้ประชาชนทั่วทุกมุมโลกได้รับการฉีดวัคซีนนั้น จุดประสงค์ก็คือ ต้องการจะให้นานาประเทศตระหนักว่า “สหรัฐฯเป็นผู้นำโลก” โดยเขากล่าวเน้นย้ำว่า “สหรัฐฯต้องการให้ทุกๆคนได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อให้โรคโควิด-19 ที่กลืนกินชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างมากมาย จางหายไปจากโลกใบนี้”

และจากประสบการณ์ชีวิตของผม ที่ผมได้ไปใช้ชีวิตพำนักอยู่ในสหรัฐฯกว่าสี่สิบปี ทำให้ผมมีโอกาสได้พบเห็นทั้งพี่น้องชาวไทยและชาวต่างชาติมากมายได้รับทุนการศึกษาโดยไม่มีเงื่อนไขจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้รับทุนการการศึกษาก้อนโตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำถึงสองสถาบันด้วยกัน การให้ทุนการศึกษาอย่างไม่ต้องการผลตอบแทนปราศจากเงื่อนไขเช่นนี้ เท่ากับเป็นการสร้างมิตรภาพและสร้างความผูกพันต่ออนาคตผู้นำของประเทศต่างๆไปในตัว!!!

ส่วนจดหมายที่ผมได้รับจาก “ฯพณฯไมเคิล ฮีธ”เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2021 ซึ่งเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นยินดีว่า “ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนทั้งหมด 2.5 ล้านโดส โดยวัคซีนล็อตแรกจำนวน 1.5 ล้านโดส จะมาถึงประเทศไทยในวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2021 โดยไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น”

เป็นที่แน่นอนว่าเรื่องราวดีๆเช่นนี้ย่อมมาจากการมีเมตตาและมีมนุษยธรรมภายใต้จิตใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ท่านคงได้รับรายงานจากหลายๆฝ่ายด้วยกัน อาทิ รัฐมนตรีต่างประเทศแอนโทนี เจ. บริงค์เคน, วุฒิสมาชิกแทมมี ดักเวิร์ธ ที่มีเชื้อสายไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรายงานของ ฯพณฯอุปทูตไมเคิล ฮีธ ที่ท่านดำรงตำแหน่งรักษาการเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ผมใคร่ขอแบ่งปันประวัติของ ฯพณฯอุปทูตไมเคิล ฮีธ พอสังเขป ที่ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับท่านเมื่อเร็วๆนี้

โดยคำถามแรกผมได้กราบเรียนให้ท่านเล่าประวัติพอสังเขป และฯพณฯอุปทูตก็ได้เมตตาเล่าว่า ท่านเติบโตทั้งในรัฐแคลิฟอร์เนีย และในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส คุณพ่อของท่านทำงานในภาคธุรกิจ ทั้งนี้ในวัยหนุ่มท่านเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในภาควิชาความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศ เมื่อจบการศึกษาแล้วท่านก็เข้าทำงานในกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับเหตุผลหลักๆที่ท่านตัดสินใจเข้ารับราชการในกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ท่านอุปทูตได้เล่าว่า ท่านต้องการที่จะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบภาคพื้นเอเชีย และด้วยเหตุผลนี้นี่เองท่านอุปทูตจึงมีโอกาสเดินทางเข้าทำงานในประเทศไทย จีน และออสเตรีย

จากการที่ “ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมในงานต่างๆ ณ สถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่ท่านทูตไมเคิล ฮีธ ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ที่นั่นสามปีจากปี 2015-2018 นั้น ท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ มักจะชวนให้ผมติดตามท่านไปด้วย ซึ่งทุกๆครั้งที่ผมมีโอกาสพบปะผมสังเกตเห็นว่า ท่านทูตเป็นบุคคลที่มีมิตรไมตรีอันดี เป็นผู้มีเมตตา ติดดินเป็นกันเอง โดยท่านและภรรยาชอบที่จะแต่งกายด้วยชุดไทย และท่านทั้งสองยังสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจนคล่องแคล่วอีกด้วย ผมเล็งเห็นว่า การเล่าเรียนภาษาไทยมิใช่เรื่องง่ายสำหรับชาวต่างชาติ แต่เนื่องจากท่านทั้งสองอาจจะชื่นชมในวัฒนธรรมอันสวยงามของไทยก็เป็นไปได้!!!

ทั้งนี้ฯพณฯท่านอุปทูตได้ให้เกียรติเล่าต่อไปว่า “ขณะที่ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ผมมีเพื่อนฝูงและหมู่มิตรดีๆมากมาย อีกทั้งเชียงใหม่ก็ยังมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายๆสถาบัน รวมทั้งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ด้วย”

นอกเหนือจากนั้นฯพณฯท่านอุปทูตยังได้เล่าด้วยความภาคภูมิใจต่อไปว่า “ท่านดีใจเป็นอย่างมากที่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยแบ่งปันให้ความรู้กับนักศึกษามากมายในภาคเหนือ โดยท่านจะเล่าถึงขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม รวมถึงโอกาสอันมากมายในสหรัฐฯ และฯพณฯท่านได้กล่าวว่า ท่านจะไม่มีวันลืมที่ได้มีโอกาสวิ่งขึ้นดอยสุเทพร่วมกับ “พี่เตี้ย”สุนัขชื่อดังประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่!!!

ฯพณฯอุปทูตกล่าวว่า ท่านสัมผัสได้ถึงความซาบซึ้งใจที่ชาวไทยมีต่อสหรัฐอเมริกาในการที่มอบวัคซีน 1.5 ล้านโดสให้กับประเทศไทย โดยท่านกล่าวว่า ในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาก็ได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายจากการระบาดของโรคโควิด-19 มาอย่างสาหัสสากรรจ์แล้ว และขณะนี้สหรัฐฯเห็นว่าพันธมิตรชาวไทยกำลังประสบความยากลำบากด้วยเช่นกัน และฯพณฯอุปทูตยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่านยินดีที่จะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยให้หลุดพ้นจากความยากลำบาก

สุดท้าย ฯพณฯท่านอุปทูตกล่าวว่า “เข้าใจถึงความกังวลและความกระวนกระวายใจของพี่น้องชาวไทย และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อชาวไทยที่ต้องสูญเสียบุคคลที่รัก ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆที่ต้องจากไปด้วยโรคโควิด-19 และเมื่อต้นปีข้าพเจ้าได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยือนเมืองเชียงใหม่ และรู้สึกเศร้าใจที่ได้พบเห็นเพื่อนๆที่เป็นเจ้าของธุรกิจต่างๆต้องประสบกับการสูญเสีย และข้าพเจ้าอยากจะให้ทุกๆท่านได้ทราบว่า สหรัฐฯจะไม่ทอดทิ้งเพื่อนคนไทยในภาวะยากลำบาก โดยสหรัฐฯพร้อมที่จะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมต่อสู้กับชาวไทย และสหรัฐฯพร้อมที่จะช่วยเหลือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและข้าพเจ้าจะพยายามทุกวิถีทางที่จะนำวัคซีนมามอบเพิ่มให้กับประเทศไทยอีกต่อไปในอนาคต

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นจะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนมีจิตสำนึกที่ดีงามและเล็งเห็นว่า การให้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ การบริจาควัคซีนเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ส่วนฯพณฯอุปทูตไมเคิล ฮีธ ก็มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยพันธมิตรที่ดีตามที่ท่านหวังและตั้งใจในทุกๆวิถีทาง สืบเนื่องมาจากท่านมีความรู้สึกผูกพันและห่วงใยต่อประเทศไทยและต้องการรักษามิตรภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานเกือบสองร้อยปีและท่านยังต้องการสนองนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและยกย่อง โดยทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดนและท่านอุปทูตต่างก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกันที่จะยื่นความช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน สมกับสมญานามที่ว่า สหรัฐอเมริกาคือประเทศผู้นำของโลกละครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow