ฉากฝันร้ายอัฟกาฯผวาถึงแดนโสม

การซ้อมรบร่วมกันระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งการซ้อมรบร่วมกันดังกล่าวแต่ละครั้ง สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่เกาหลีเหนือ (Photo : Getty Images)

ถือเป็นสถานการณ์ที่ยังเป็นที่กล่าวขาน ด้วยความตระหนก ช็อกโลก มิใช่น้อย

สำหรับ ฉากเหตุการณ์ในอัฟกานิสถาน ที่เปรียบเสมือนเป็นฉากฝันร้าย จากการที่กลุ่มตาลิบัน ยึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เป็นผลสำเร็จ ก่อนที่บรรดาแกนนำของทางกลุ่มดังกล่าว บุกเข้าไปภายในทำเนียบประธานาธิบดี ส่งผลให้รัฐบาลอัฟกานิสถาน ล่มสลายพังครืนไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ บรรดาผู้สันทัดกรณี ระบุว่า เหตุปัจจัยที่ทำให้กลุ่มตาลิบัน บุกยึดอัฟกานิสถาน ถึงใจกลางเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย ก็มีหลายประการด้วยกัน เช่น ความอ่อนแอของกองทัพรัฐบาลอัฟกานิสถาน เป็นอาทิ แต่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบมากกว่าใคร ก็เห็นจะเป็นความผิดพลาดในการจัดการของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในการถอนทหารออกมาจากอัฟกานิสถาน จนกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มตาลิบันบุกยึดอัฟกานิสถานได้อย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย

โดยฉากเหตการณ์ที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน ได้กลายเป็นบทเรียน ปนความหวาดผวา ให้แก่เหล่าบรรดาประเทศที่มีทหารสหรัฐฯ เข้าไปประจำการอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่กำลังเผชิญหน้าทางการทหารกับประเทศฝ่ายตรงข้าม คู่ปรปักษ์ อย่าง “เกาหลีใต้” เจ้าของฉายา “โสมขาว” ที่ประจันหน้ากับ “เกาหลีเหนือ” สมญานาม “โสมแดง” ในฐานะชาติคู่สงคราม รบขับเคี่ยวกันมา ในช่วงปี 1950 – 1953 (พ.ศ. 2493 – 2496) ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ทั้งสองประเทศยังอยู่ในภาวะสงครามระหว่างกันอยู่ เพราะยังไม่มีการทำสนธิสัญญายุติสงครามอย่างเป็นทางการให้เป็นเรื่องเป็นราว

ขณะที่ กองทัพสหรัฐฯ ก็ยังคงประจำการในเกาหลีใต้ ในชื่อว่า “กองกำลังทหารสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้” หรือ “ยูเอสเอฟเค” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 23,468 นาย โดยทหารสหรัฐฯ เหล่านี้ ถูกส่งมาผลัดเปลี่ยนประจำการในเกาหลีใต้มาตั้งแต่ช่วงไฟสงครามเกาหลีลุกโชน เมื่อกว่า 70 ปีก่อนแล้ว ต่อเนื่องยาวนาน ถึง ณ ชั่วโมงนี้ เพื่อช่วยเกาหลีใต้รบกับเกาหลีเหนือในสงครามบนคาบสมุทรดังกล่าว ปัจจุบัน ก็ช่วยสนับสนุนเรื่องความมั่นคงให้แก่เกาหลีใต้เป็นประการต่างๆ รวมถึงการซ้อมรบ ที่เมื่อการฝึกซ้อมกันแต่ละครั้ง ก็สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่เกาหลีเหนือ จนบรรดาผู้นำของเกาหลีเหนือ มีคำขู่ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวเป็นระยะๆ

ทั้งนี้ เมื่อกันถึงสถานภาพของกองทัพสหรัฐฯ ที่มีต่อกองทัพของเกาหลีใต้ดังกล่าว ก็เป็นไปลักษณะที่เรียกว่า “การขึ้นควบคุมทางยุทธการ” หรือ “โอพีซีโอเอ็น” (OPCON : Operational Control) ที่กองทัพเกาหลีใต้ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาการของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งสถานภาพดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่สงครามเกาหลียังรบกันเดือด เมื่อราว 70 ปีที่แล้ว ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทางการเกาหลีใต้ ได้มีความพยายามที่สลัดสถานภาพดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง คือ เริ่มไม่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามาควบคุมบัญชาการ

ยิ่งจากสถานการณ์ที่บังเกิดขึ้นในอัฟกานิสถานล่าสุด ก็ส่งผลให้เกิดกระแสที่อยากจะสลัดหลุดจากการบัญชาการโดยกองทัพสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้กันมากขึ้น เพราะหวั่นเกรงว่าจะซ้ำรอยอัฟกานิสถาน ถ้าหากว่า สหรัฐฯ จู่ๆ ประกาศถอนทหารออกจากคาบสมุทรแดนโสมขึ้นฉับพลันทันด่วน สภาพเกาหลีใต้จะเป็นอย่างไร หลายฝ่ายในแดนโสมขาว ส่วนใหญ่บอกว่า ไม่อยากจะคาดคิด

อย่างนายซง ยัง-กิล สมาชิกสมัชชาแห่งชาติเกาหลีใต้ หรือ ส.ส. แห่งพรรคเสรีประชาธิปไตย ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า วิกฤติในอัฟกานิสถาน จะใช้เป็นโอกาสเกี่ยวกับอนาคตของเกาหลีใต้ ต่อการเป็นอิสระจากสหรัฐฯ ในด้านการทหาร

โดยประเด็นข้างต้น ก่อนหน้านี้บรรดาสื่อมวลชนในสหรัฐฯ ก็ได้กล่าวขวัญถึงเช่นกัน เกี่ยวกับอนาคตของประเทศต่างๆ ที่มีกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปประจำการตั้งฐานทัพ ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้ด้วย

อย่างไรก็ดี ได้มีข้อถกเถียงของฝ่ายต่างๆ ในเกาหลีใต้เองด้วยเช่นกันว่า กองทัพเกาหลีใต้ มีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกองทัพเกาหลีเหนือ โดยที่ไม่มีกองทัพสหรัฐฯ เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน หากเกิดการสู้รบกับเกาหลีเหนือขึ้นมาจริงๆ ทั้งนี้ เพราะถึงแม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบเรื่องความทันสมัยของกองทัพแล้ว ทางเกาหลีใต้จะดูดีมีภาษีกว่า แต่เกาหลีเหนือ ก็มีขีปนาวุธพิสัยทำการต่างๆ เป็นอาวุธอันตราย รวมถึงทางการเกาหลีเหนือ ก็อาจมีปฏิบัติทางทหารที่ไม่ใครคาดคิด อย่างกรณีเหตุการณ์ระดมยิงย็อนพย็อง เมื่อปี 2010 (พ.ศ. 2553) ซึ่งในครั้งนั้นทหารกองทัพเกาหลีใต้ ก็ต้องสังเวยชีพไป 4 นาย และบาดเจ็บ 19 นาย จากปืนใหญ่และจรวดจากทางเกาหลีเหนือให้ต้องคิดหนักกันมาแล้ว

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow