“จุรินทร์”จับคู่กู้เงินคลายทุกข์SMEsลั่นรัฐเร่งช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร-ส่งออกเข้าถึงทุนสู้โควิด

วันที่ 22 ก.ย.64 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษงาน Virtual Seminar “จับคู่กู้เงิน คลายทุกข์ SMEs” ผ่านระบบ Zoom ณ สตูดิโอเนชั่น บางนา อาคารอินเตอร์ลิงค์ กรุงเทพฯ โดยมีนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและนายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมด้วย นอกจากนั้นในเวทีเสวนายังมีดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย น.ส.นารถนารี รัฐปัตย์กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย นายธวัชชัย ชีวานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย นายกุลวัชร ภูริชยวโรดมประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โชนัน จำกัดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ โครงการจับคู่กู้เงินที่กระทรวงพาณิชย์กับสถาบันการเงินได้จับมือกันจัดขึ้นและตนเป็นคนตั้งชื่อเองโครงการ”จับคู่กู้เงิน” ทำให้เข้าใจง่ายตรงประเด็น ตรงความต้องการของ SMEs ทั่วประเทศ เพราะช่วงที่ผ่านมาที่เราเกิดวิกฤติโควิด-19 ปัญหาใหญ่คือร้านอาหารจำนวนมากขาดเงินหมุนเวียนเพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหารได้ต่อไป และ SMEsส่งออกก็ต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ นอกจากเงินทุนหมุนเวียนและต้องการเห็นภาครัฐเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มศักยภาพด้านการผลิต การตลาด โดยเฉพาะการต้องปรับตัวเข้าสู่โลก ยุค New Normal โครงการจับคู่กู้เงิน 2 โครงการจึงเกิดขึ้น 1.โครงการจับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับร้านอาหาร 2.โครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออกสำหรับโครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหารต้องขอขอบคุณสถาบันการเงิน 5 แห่ง 1.ออมสิน 2.ธ.ก.ส. 3.กรุงไทย 4. SME D Bank และ 5 บสย. ตัวเลขร้านอาหารทั่วประเทศที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีจำนวน 15,967 ราย แต่ที่เป็นบุคคลธรรมดา ถึง 103,000 รายรวมร้านอาหารที่จดทะเบียนทั่วประเทศมีถึง 118,967 ราย เกิดการจ้างงานถึง 1,000,000 คนโดยประเมิน โครงการจับคู่กู้เงิน วัตถุประสงค์สำคัญต้องการให้ร้านอาหารเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยเงื่อนไขดอกเบี้ยพิเศษ และปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีนี้และผลจนถึงวันนี้ปิดโครงการแล้ว สามารถให้ 5 สถาบันการเงิน ปล่อยเงินกู้ให้ร้านอาหารได้ถึง 2,892 ราย เป็นวงเงิน 2,622 ล้านบาท เฉลี่ย 700,000 บาทถึง 1,000,000 บาทต่อราย สามารถช่วยคนตัวเล็กได้จริง เพราะในวงเงินทั้งหมดที่ปล่อยกู้เป็นสตรีทฟู้ดหรือร้านอาหารริมถนนรายย่อยถึง 73% จำนวน 2,111 ราย วงเงินกู้ 1,914 ล้านบาท ร้านอาหารจำนวนมาก 5 ลำดับแรกอยู่ในต่างจังหวัด ทั้งสิ้น 1.อุดรธานี 465 ราย 763 ล้านบาท 2.ขอนแก่น 171 ราย 288.3 ล้านบาท 3.นครราชสีมา 323 ราย 239 ล้านบาท 4.ภูเก็ต 45 ราย 21 ล้านบาท และ 5.เชียงใหม่ 5 ราย 2.7 ล้านบาท ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในต่างจังหวัดด้วยถือว่าบรรลุเป้าหมายทั้งหมดตามที่ได้ตั้งไว้ส่วนโครงการที่ 2 จับคู่กู้เงินสถาบันการเงิน กับ SMEs ส่งออก ประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3,100,000 ราย เป็น SMEs ส่งออกประมาณ 30,000 ราย คือเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กับสถาบันการเงินโดยเฉพาะ EXIM Bank จับมือกับกระทรวงพาณิชย์จัดโครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก เป็นสถาบันการเงินหลักร่วมกับ บสย.ในยอดส่งออกรวม 100% ยอดส่งออกที่เป็น SMEs มาร์เก็ตแชร์ 11% ถือว่าน้อยมากทั้งที่มีปริมาณมาก เป็นกลุ่มที่รัฐต้องเข้าไปช่วยดูแลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ต้น รับหน้าที่ได้ช่วยดูแล SMEs ในหลายเรื่องคือ 1.จัดตั้ง กรอ.พาณิชย์เพื่อจับมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเอกชนทำงานร่วมกันเพราะเรื่องการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ทำงานโดยลำพังหรือรัฐบาลทำโดยลำพังไม่ได้เอกชนต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ ภาคเอกชนที่เข้ามาประกอบด้วย 1.สมาคมธนาคารไทย 2.สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 3.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 4.สมาพันธ์ผู้ส่งสินค้าทางเรือ แต่เรายังขาดตัวแทนที่เป็นเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ จากนี้ไปเราจะนำสมาพันธ์ SMEs เข้ามาร่วมเป็น กรอ.พาณิชย์ เพื่อช่วยสะท้อนปัญหาจับมือเดินไปข้างหน้าต่อไป2.เน้น SMEs ในต่างจังหวัดสร้างผลิตผล มูลค่าสูง ทำรายได้ให้กับภาคการผลิตและการส่งออก ส่งเสริมให้ภาคการผลิตจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ในเรื่อง GI ขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ไข่เค็มไชยา ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ เป็นต้น ตอนนี้เรามี GI ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และได้นำไปกล่าวในเวทีทรัพย์สินทางปัญญาโลกเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมาเพื่อโฆษณาว่าประเทศไทยเราก้าวหน้ามี GI 100 กว่าตัวครบทุกจังหวัดทำให้ได้รับการเลื่อนอันดับจาก 50 กว่าเป็นลำดับที่ 43 ของโลกในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา3.มุ่งเน้นการเปิดด่านเพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน เรามีด่านอยู่ทั่วประเทศ 97 ด่าน ไล่เปิดจาก 20 กว่าด่านเพราะเจอโควิดปิดเกือบหมด เพิ่มมาเปิดเป็น 46 ด่าน ซึ่งผู้ที่จะค้าชายแดน เป็น SMEs เกือบ 90 กว่าเปอร์เซนต์4.การจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ ให้จัดพื้นที่พิเศษกับ SMEs เช่น 10 ถึง 15% ซึ่งเริ่มตั้งแต่ก่อนโควิดไปแสดงที่กัมพูชา มีการอบรมก่อนเพื่อให้เข้าใจกระบวนการส่งออก5.เร่งส่งเสริมภาคบริการยุคใหม่ ทั้งเรื่องคอนเทนท์ การส่งเสริมภาคบริการสุขภาพการบริการด้านการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อดึงนักท่องเที่ยว ดึงนักศึกษาเข้ามาในประเทศ รวมทั้งแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ต่างๆที่เดินหน้าเป็นรูปธรรม ต้องนับหนึ่งจากคนตัวเล็กที่เรียกว่า SMEs หรือสตาร์ทอัพ6.สร้างแม่ทัพบุกตลาดในประเทศและตลาดโลกรุ่นใหม่ ในการเข้ามาทำรายได้ให้ประเทศ เป็นที่มาของโครงการปั้น Gen Z เป็น CEOจับมือกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศจัดการอบรมตั้งเป้าหมาย 12,000 คนในปี 2564 แต่มีผู้สมัคร 20,000 คน ซี่งจะรับทั้งหมด เป็นวิชาอบรมให้ความรู้บริหารอบรมธุรกิจยุคใหม่ การทำบัญชีการค้า จนถึงภาคการผลิตโดยใช้ระบบ 5G การตลาด 5G และกระบวนการส่งออกเบื้องต้นและส่งออกเข้มข้น เพื่อเดินหน้าการส่งออก เป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ”ในภาพของรัฐบาลมีคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEsและในปี 2565 จะเอาเงินให้กับกองทุนส่งเสริม SMEs 1,224 ล้านบาท เมื่อรวมผลงานของโครงการจับคู่กู้เงิน 2 โครงการ 1.ร้านอาหาร 2.SMEsส่งออกที่ยังเดินหน้าต่อโครงการที่ 1 สามารถช่วยได้ 2,892 รายเป็นเงิน 2,622 ล้านบาท โครงการ 2 ช่วยได้ 252 ราย เป็นเงิน 1,600 ล้านบาท รวมทั้ง 2 โครงการ สามารถช่วยได้ 3,144 ราย เป็นเงิน 4,222 ล้านบาท และที่สำคัญสามารถช่วยคนตัวเล็กจริง ช่วยร้านอาหารสตรีทฟู้ด ร้านอาหารรายย่อยได้ 2,111 ราย 1,900 กว่าล้านบาทและกระจายไปยังต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ กระจายไปภาคการผลิตต่างๆไม่ว่าสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร ภาคการเกษตร การสื่อสารและโลจิสติกส์ เป็นต้น หวังว่า SMEs ส่งออกจะได้มาใช้ประโยชน์ในโครงการจับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออกต่อไป”

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow